ไม่ได้อัพเดตไปเกือบสองอาทิตย์ เลยมานั่งปัดฝุ่นคีย์บอร์ดเพื่อไม่ให้ blog ดูเหงาเกินไป

จริงๆตอนที่นั่งเขียนบล็อกก็คิดในใจเหมือนกันว่าควรจะเขียนเน้นไปในแนวทางไหนดี เพราะหลักๆคนทำบล็อกจะมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. เขียนชีวิตประจำวันทั่วๆไป ว่าง่ายๆก็เหมือนเขียน diary นั่นแหละ
  2. เขียนอะไรที่เป็นสาระ ประมาณว่าหน้าบล็อคยังกะ CNN เป็นเหมือนเว็ปที่นำเสนอความรู้ของตนออกสู่ภายนอก

หากมองจากมุมมองทั่วๆไป แบบที่ 2 ดูจะมีภาษีมากกว่า เพราะมีคนสนใจติดตามเข้ามาอ่านเพราะอยากได้ความรู้ น้อยคนที่จะมานั่งอ่านเรื่องชีวิตประจำวันของคนๆหนึ่งที่น่าเบื่อ+ไร้สาระ แต่ก็นั่นแหละถ้าเป็นแบบที่สอง มันก็ไม่ได้แตกต่างจาก wikipedia ซักเท่าไร ยังไงซะผมก็ยังคิดว่าบล็อคก็คือ diary ประจำวันที่ผู้เขียนอยากจะถ่ายทอดหรือร่วมแบ่งบันประสบการณ์ชีวิตตัวเองให้กับคนอื่นได้สัมผัสบ้าง (แม้ว่ามันจะไม่ได้สนุกหรือมีสาระในทุกๆวันก็เถอะ แต่นั่นก็เป็นชีวิตของเราเองไม่ใช่หรือ) แต่อย่างไรก็จะพยายามนำเอาอะไรที่เป็นสาระมาใส่บ้างเท่าที่โอกาสอำนวย

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มีงานวุ่นๆเข้ามามากเหมือนกัน โดยเฉพาะภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบคุมบังเหียนอุตสาหกรรมเกมไทย ทำให้หลายๆครั้งผมย้อนมาพบว่า ในบางวันผมทำงานเพื่อสังคมมากกว่างานส่วนตัวซะอีก เรื่องพวกนี้ก็คงรับได้ถ้าผมมีเงินทองเหลือเฟือชนิดที่ว่างขนาดไม่ต้องทำงานก็มีเงินกินใช้เหลือพอ แต่วันนี้ผมเองก็ยังมีภาระบริษัทฯของตนเองล้นมือ แล้วยังต้องปันเวลาไปทำงานของสมาคมฯอีก เล่นเอาแทบรากเลือดเลย ก็ว่ากันไปตามภาระหน้าที่ละครับ ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป 

ช่วงวันอาทิตย์ที่  9 ผมไปแจก keyword ในงานการประกวดพัฒนาเกม TGDC มา สนุกดีครับ คนมาเยอะมากๆ รู้สึกปลื้มใจที่เราได้มีส่วนให้น้องๆหน้าใหม่มีโอกาสได้แสดงผลงานของตน สมัยรุ่นผมน่ะ ไม่มีหรอกไอ้การประกวดแบบนี้

ดูรายละเอียดได้ที่นี้ http://www.online-station.net/news/view.php?id=15371

ส่วนวันพฤหัสที่ 13 ไปร่วมในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม ในโครงการเวทีประเมินสถานการณ์ด้านเกมคอมพิวเตอร์ในสังคมไทย งานนี้ช่วงแรกๆนี้บรรยากาศร้อนเลย เพราะความที่แต่ละฝ่ายมีมุมมองที่เหลื่อมกันอยู่

  • ภาคเอกชน: แน่นอนว่าต้องมองในภาคธุรกิจเป็นหลักก่อน เพราะว่าบริษัทเอกชนต้องกินต้องใช้และไม่มีเงินจากภาครัฐมาสนับสนุนการพัฒนา เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตราการในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมอย่างชัดเจน
  • ภาครัฐ: แน่นอนว่าต้องมองในภาคสังคมก่อน เพราะเมื่อมีปัญหาสังคมเกิดขึ้น ภาครัฐต้องเป็นผู้ดูแล มองว่าเกมเป็นปัญหาสังคม เป็นเรื่องมอมเมาเยาวชน ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการแก้ไขปัญหา

แต่ในช่วงท้ายก็สามารถที่จะปรับเข้าหากันได้ โดยที่ภาครัฐพยายามที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเกมในการที่จะผลิตเกมที่สร้างสรรค์สังคมมากขึ้นและภาคเอกชนที่พยายามที่จะพัฒนาเกมที่สร้างสรรค์สังคมและพยายามที่จะช่วยเหลือภาครัฐในการดูแลและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดีครับที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้มีโอกาสหันหน้าเข้ามาคุยกันเป็นจริงเป็นจัง เพราะผมเองอยู่ในภาคเอกชนก็อึดอัดเพราะเวลาไปขอสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาเกมก็มักจะได้คำตอบว่า "เกมเป็นเรื่องเด็ก, ไม่ดีมันมอมเมา, ไม่สร้างสรรค์ ฯลฯ" อยากจะบอกว่า หากเกมมันไม่สร้างสรรค์และมอมเมาจริงๆ ประเทศที่มีการบริโภคเกมมากกว่าบ้านเรา อย่าง เกาหลี, อเมริกา, ญี่ปุ่น ประเทศเขาคงล่มจมไปก่อนหน้าเราแน่ (ทุกวันนี้ ผมเห็นมันมีแต่เจริญกว่าบ้านเราทุกวันๆ) ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เกม แต่ปัญหามันอยู่ที่ภาวะทางสังคมของครอบครัวในบ้านเรายังไม่เข้มแข็งและขาดภูมิคุ้มกันทำให้เกิดปัญหาเด็กติดเกม หากพ่อแม่ผู้ปกครองเอาใจใส่มากกว่านี้ ผมเชื่อว่าปัญหาในบ้านเราจะน้อยลง ผมเองเป็นคนหนึ่งที่อยู่กับเกมตั้งแต่จำความได้ (เริ่มเล่นตั้งแต่ ป.4) ทุกวันนี้ผมก็เรียนจบมหาวิทยาลัย, มีการงานที่มั่นคงเป็นผู้บริหาร และมีหน้าตาในสังคม เพราะผมเล่นเกมแต่รู้จักวินัยในการเล่น รู้ว่าเวลาไหนควรไม่ควร ไอ้เด็กที่หนีเรียนมาเล่นเกมน่ะ พวกนี้มันขาดวินัย ถึงมันจะไม่หนีไปเล่นเกม มันก็หนีไปทำอย่างอื่นอยู่ดี คนเราลองขาดวินัยแล้วยังไงก็ลำบากครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry